og:title: ESGPRO – Thailand ESG & Sustainability Consulting og:description: Expert in GRI, IFRS S1/S2, SET ESG Rating, Double Materiality, Sustainability Report, Carbon Footprint ISO 14064-1. og:type: website og:url: https://www.esgprothai.com/ og
ประเทศไทยประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการประชุม รัฐภาคีว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP30) ว่าพร้อมเดินหน้าอย่างจริงจังเพื่อ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมี 3 ประเด็นสำคัญ ที่ไทยนำเสนอในเวทีโลกครั้งนี้
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การประเมินความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ คะแนน ESG อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น เครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจหนึ่งในองค์กรที่มีอิทธิพลอย่างมากคือ FTSE Russell ผู้จัดทำดัชนีระดับโลกที่นำข้อมูล ESG ไปใช้ประกอบการจัดอันดับและตัดสินการเข้าดัชนีต่าง ๆและปีนี้คือปีที่องค์กรในตลาดหลักทรัพย์ไทยต้อง ตื่นตัวจริงจังเพราะไทม์ไลน์การประเมินกำลังเปลี่ยนไป เร็วขึ้น เข้มขึ้น และครอบคลุมบริษัทมากขึ้นกว่าเดิม
ประเทศไทยประกาศยกระดับเป้าหมาย Net Zero เร็วกว่ากำหนดเดิม 15 ปี จากปี 2065 เป็น 2050นั่นหมายความว่า ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ ต้องเร่งปรับตัวให้พร้อมกับ ยุคคาร์บอนต่ำ ที่กำลังมาถึงเร็วกว่าที่คาดไว้การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่คือ โจทย์เศรษฐกิจใหม่ ที่เกี่ยวพันกับเงินทุน การลงทุน และภาพลักษณ์องค์กรโดยตรง
ในปี 2026 เป็นต้นไป สหภาพยุโรป (EU) จะเริ่มเก็บ ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) อย่างเป็นทางการ มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและลด Carbon Leakage (การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎคาร์บอนอ่อนกว่า) CBAM ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของยุโรป แต่ส่งผลโดยตรงต่อผู้ส่งออกทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาด EU เช่น เหล็ก ซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และอาหารในอนาคต
รู้จัก CSDDD (Corporate Sustainability Due Diligence Directive) กฎหมายใหม่จากสหภาพยุโรป ที่บังคับธุรกิจต้องตรวจสอบสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน กระทบโดยตรงต่อบริษัท ในไทยที่ส่งออกไปยุโรป
โลกธุรกิจในศตวรรษที่ 21 เผชิญแรงกดดันมหาศาลในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรต่าง ๆ ไม่สามารถมองเพียง การดำเนินงานภายในองค์กร ได้อีกต่อไป แต่ต้องครอบคลุมทั้ง ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบจนถึงผู้บริโภคScience-Based Targets initiative (SBTi) จึงกลายเป็นมาตรฐานสากลที่องค์กรทั่วโลกเลือกใช้ เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ และสอดรับกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ต้องการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C
ในโลกการลงทุน เรามักคุ้นกับคำว่า ROI (Return on Investment) ที่ใช้วัดผลตอบแทนทางการเงินจากการลงทุน แต่เมื่อพูดถึงโครงการเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ROI อาจไม่เพียงพอที่จะสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของการลงทุนได้ เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงผลกำไรเชิงตัวเลข แต่ยังครอบคลุมถึง คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ ความเท่าเทียม และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
ในช่วงที่ผ่านมา คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย Net Zero โดยองค์กรสามารถซื้อเครดิตจากโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้ชดเชยการปล่อยของตนเอง แต่ในปี 2025 ตลาดคาร์บอนโลกได้ก้าวสู่ ยุคใหม่ ที่เรียกว่า Carbon Removal Credits (CDR) หรือคาร์บอนเครดิตจากการ กำจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ จริง ๆ Carbon Removal Credits (CDR) คือ คาร์บอนเครดิตที่เกิดจากกิจกรรมหรือเทคโนโลยีที่ กำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หรือก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ออกจากชั้นบรรยากาศโดยตรง และ กักเก็บไว้ในรูปแบบที่มั่นคงและยาวนาน (durable storage)
ปี 2568 นับเป็นปีที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ ยุคภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) อย่างเป็นทางการ รัฐบาลมีแนวทางจัดเก็บภาษีจากเชื้อเพลิงและสินค้าที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดการปล่อยคาร์บอนภายในประเทศ และกระตุ้นให้อุตสาหกรรมเร่งปรับตัวเข้าสู่แนวทาง Net Zeroแต่คำถามที่หลายองค์กรและภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังจับตาคือ ภาษีคาร์บอนจะเป็นเพียงต้นทุนเพิ่ม หรือสามารถต่อยอดไปสู่ Net Zero ได้จริงหรือไม่
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า Net Zero กลายเป็นคำที่หลายองค์กรไทยให้ความสำคัญและถูกบรรจุเป็น เป้าหมายใหญ่ ในการดำเนินธุรกิจ แต่เส้นทางสู่ Net Zero ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแม้องค์กรจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากเพียงใด ก็ยังคงมี การปล่อยที่เลี่ยงไม่ได้ อยู่เสมอ เช่น การใช้พลังงานในกระบวนการผลิต การขนส่ง หรือการใช้งานผลิตภัณฑ์ นี่คือเหตุผลว่าทำไม Carbon Credit และกลยุทธ์ Offsetting/Insetting จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มี ตลาดคาร์บอนเครดิต T-VER เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนให้องค์กรเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero ได้จริง
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้โลกกำลังมองหากลไกทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ที่องค์กรสามารถใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ แต่ระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังมีปัญหาใหญ่คือ ขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยากนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำ Blockchain Technology เข้ามาใช้ เพื่อสร้างระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และลดความเสี่ยง Greenwashing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงรสชาติ คุณภาพ หรือราคาอีกต่อไป แต่ยังใส่ใจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ของสินค้าที่เลือกซื้อ แนวคิด Digital Carbon Label หรือ ฉลากคาร์บอนดิจิทัล จึงถูกพัฒนาให้ทำหน้าที่คล้ายกับ ฉลากโภชนาการ ที่เราคุ้นเคย เพียงแต่แทนที่จะบอกปริมาณแคลอรี ไขมัน หรือโปรตีน กลับเป็นข้อมูล ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อย ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ได้กลายเป็นคำที่หลายองค์กรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศคุ้นเคยกันมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรที่มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงต้องให้ความสำคัญกับการวัดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ Scope 3 หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกำลังกลายเป็นความท้าทายใหม่ของธุรกิจไทยในปี 2568
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่คือ ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ที่อาจส่งผลต่อรายได้ ต้นทุน และการอยู่รอดของธุรกิจ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่คือ ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ที่อาจส่งผลต่อรายได้ ต้นทุน และการอยู่รอดของธุรกิจ
ในอดีต องค์กรต่าง ๆ ใช้มาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนหลายรูปแบบ ทั้ง GRI, SASB หรือ Integrated Reporting ทำให้นักลงทุน สับสน เพราะข้อมูลไม่สอดคล้องกันและเปรียบเทียบข้ามองค์กรได้ยาก
ในยุคที่ ESG กลายเป็น ภาษากลาง ของธุรกิจทั่วโลก การทำรายงานที่ดี ไม่ได้วัดแค่ ทำครบ แต่ต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความน่าเชื่อถือ
เมื่อพูดถึง ESG หลายคนอาจนึกถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environment) เป็นอันดับแรก แต่จริง ๆ แล้ว มิติ S Social กำลังกลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุนและผู้บริโภคมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะ องค์กรที่เติบโตได้อย่างแท้จริง ต้องเติบโตไปพร้อมกับผู้คนและสังคม
วันนี้ นักลงทุนไม่ได้มองธุรกิจเพียงตัวเลขทางการเงิน แต่ยังถามหา ความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยและหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ผลักดันก็คือ CFO Carbon Footprint for Organization
สิทธิมนุษยชนไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็น มาตรฐานใหม่ที่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลกคาดหวังจากธุรกิจหนึ่งในกรอบสากลที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Human Rights Due Diligence (HRDD) ที่ช่วยให้องค์กรสามารถ ประเมิน ป้องกัน และจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน ได้อย่างเป็นระบบ
ในยุคที่ธุรกิจไม่ได้ถูกวัดแค่กำไร แต่ยังรวมถึง ผลกระทบต่อผู้คนและสังคม มาตรฐานสากลอย่าง Human Rights Due Diligence (HRDD) กำลังกลายเป็นกรอบสำคัญที่ทั่วโลกจับตามอง มาทำความเข้าใจว่า HRDD คืออะไร และทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงต้องเริ่มต้นวันนี้
หลายองค์กรอาจรู้สึกว่า TCFD เป็นเรื่องซับซ้อน เข้าใจยาก ESG Pro จะพาไปดู 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ที่จะช่วยให้การเริ่มต้นรายงานตาม TCFD ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กลายเป็น ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ขององค์กร นักลงทุน ผู้บริโภค และหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก ต่างต้องการข้อมูลที่โปร่งใสว่าองค์กรรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้อย่างไร
ความสำคัญของ COP และการมุ่งสู่ Net Zero ของธุรกิจไทย
Net Zero คืออะไร Decarbonization คืออะไร มีแนวทางอย่างไร?
แนวโน้มตลาดทุนและการลงทุนที่ได้รับอิทธิพลจาก ESG...
ผสาน ESG สู่กลยุทธสามารถเปลี่ยนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงได้...
รายงานความยั่งยืนหรือ Sustainability Report คืออะไร?
Green Supply Chain คืออะไร? สร้างห่วงโซ่อุปทานสีเขียวอย่างไร?
Green Procurement คืออะไร? สำคัญอย่างไรต่อองค์กร?