ปี 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้าน ESGเพราะหลายประเด็นที่เคยเป็นเพียงแนวโน้ม หรือข้อแนะนำกำลังกลายเป็น ข้อกำหนด มาตรฐาน และต้นทุนทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง
หลังจาก ระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Phase) ของมาตรการCBAM Carbon Border Adjustment Mechanism ของสหภาพยุโรปสิ้นสุดลง
ปี พ.ศ. 2569 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมกับการบังคับใช้แนวทางการคำนวณ Carbon Footprint for Organization (CFO) ฉบับใหม่ที่ประกาศโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO)
หลายองค์กรคุ้นเคยกับคำว่า CSR (Corporate Social Responsibility) มานานในขณะที่คำว่า ESG (Environmental, Social, Governance) กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแม้ทั้งสองแนวคิดจะมีจุดร่วมคือ ความรับผิดชอบต่อสังคมแต่ CSR และ ESG ไม่ได้มีบทบาทหรือเป้าหมายเดียวกัน และการเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้องค์กรวางทิศทางได้ชัดเจนขึ้น
ในโลกธุรกิจปัจจุบัน โลจิสติกส์ ไม่ได้ถูกวัดแค่ความรวดเร็วหรือค่าใช้จ่ายอีกต่อไปแต่ถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่า การขนส่งขององค์กรสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหนนี่คือเหตุผลที่แนวคิด Green Logistics หรือ โลจิสติกส์สีเขียวกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของ ESG โดยเฉพาะในมิติสิ่งแวดล้อม (Environmental) และห่วงโซ่อุปทาน
หลายคนยังเข้าใจว่า ESG เป็นเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทจดทะเบียนแต่ในความเป็นจริง ธุรกิจ SME คือฟันเฟืองสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน และกำลังได้รับผลกระทบจากกระแส ESG มากขึ้นอย่างชัดเจน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายองค์กรเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า Materiality ในบริบทของ ESGซึ่งมักหมายถึงการระบุประเด็นที่ มีผลต่อผลประกอบการและการตัดสินใจของนักลงทุน
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการบริหารจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ ด้วยการผลักดัน (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นกฎหมายด้าน Climate Change ฉบับแรกของประเทศกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะภาครัฐ แต่จะกระทบโดยตรงต่อ ภาคธุรกิจและองค์กรทุกขนาด โดยเฉพาะในเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การรายงานข้อมูล และต้นทุนด้านคาร์บอนในอนาคต
ภายใต้กลไกคาร์บอนที่กำลังจะเกิดขึ้น ธุรกิจไทยจะเผชิญมาตรการสำคัญหลายรูปแบบ เช่น
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการจัดการก๊าซเรือนกระจก ภายใต้ (ร่าง) พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหนึ่งในหัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือการนำ กลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Instrument) มาใช้ เพื่อทำให้การลดก๊าซเรือนกระจกไม่ใช่แค่เรื่องความสมัครใจอีกต่อไป
เมื่อ HRDD กลายเป็นมาตรฐานในห่วงโซ่อุปทาน การประเมินด้านความยั่งยืนระดับโลก เช่น EcoVadis จึงสะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน
ในโลกธุรกิจปัจจุบัน ความสามารถในการแข่งขันไม่ได้วัดจากต้นทุนหรือคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียวแต่ถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่าองค์กรจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทานของตนเองอย่างไร
ในโลกธุรกิจปัจจุบัน ความยั่งยืนไม่ได้เริ่มต้นจากรายงานหรือเป้าหมายระยะยาวเพียงอย่างเดียวแต่เริ่มต้นจาก การตัดสินใจในชีวิตประจำวันขององค์กร และหนึ่งในจุดที่สำคัญที่สุดคือ การจัดซื้อจัดจ้าง...
ประเทศไทยประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการประชุม รัฐภาคีว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP30) ว่าพร้อมเดินหน้าอย่างจริงจังเพื่อ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมี 3 ประเด็นสำคัญ ที่ไทยนำเสนอในเวทีโลกครั้งนี้
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การประเมินความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ คะแนน ESG อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น เครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจหนึ่งในองค์กรที่มีอิทธิพลอย่างมากคือ FTSE Russell ผู้จัดทำดัชนีระดับโลกที่นำข้อมูล ESG ไปใช้ประกอบการจัดอันดับและตัดสินการเข้าดัชนีต่าง ๆและปีนี้คือปีที่องค์กรในตลาดหลักทรัพย์ไทยต้อง ตื่นตัวจริงจังเพราะไทม์ไลน์การประเมินกำลังเปลี่ยนไป เร็วขึ้น เข้มขึ้น และครอบคลุมบริษัทมากขึ้นกว่าเดิม
ประเทศไทยประกาศยกระดับเป้าหมาย Net Zero เร็วกว่ากำหนดเดิม 15 ปี จากปี 2065 เป็น 2050นั่นหมายความว่า ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ ต้องเร่งปรับตัวให้พร้อมกับ ยุคคาร์บอนต่ำ ที่กำลังมาถึงเร็วกว่าที่คาดไว้การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่คือ โจทย์เศรษฐกิจใหม่ ที่เกี่ยวพันกับเงินทุน การลงทุน และภาพลักษณ์องค์กรโดยตรง
ในปี 2026 เป็นต้นไป สหภาพยุโรป (EU) จะเริ่มเก็บ ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) อย่างเป็นทางการ มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและลด Carbon Leakage (การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎคาร์บอนอ่อนกว่า) CBAM ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของยุโรป แต่ส่งผลโดยตรงต่อผู้ส่งออกทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาด EU เช่น เหล็ก ซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และอาหารในอนาคต
รู้จัก CSDDD (Corporate Sustainability Due Diligence Directive) กฎหมายใหม่จากสหภาพยุโรป ที่บังคับธุรกิจต้องตรวจสอบสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน กระทบโดยตรงต่อบริษัท ในไทยที่ส่งออกไปยุโรป
โลกธุรกิจในศตวรรษที่ 21 เผชิญแรงกดดันมหาศาลในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรต่าง ๆ ไม่สามารถมองเพียง การดำเนินงานภายในองค์กร ได้อีกต่อไป แต่ต้องครอบคลุมทั้ง ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบจนถึงผู้บริโภคScience-Based Targets initiative (SBTi) จึงกลายเป็นมาตรฐานสากลที่องค์กรทั่วโลกเลือกใช้ เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ และสอดรับกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ต้องการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C
ในโลกการลงทุน เรามักคุ้นกับคำว่า ROI (Return on Investment) ที่ใช้วัดผลตอบแทนทางการเงินจากการลงทุน แต่เมื่อพูดถึงโครงการเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ROI อาจไม่เพียงพอที่จะสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของการลงทุนได้ เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงผลกำไรเชิงตัวเลข แต่ยังครอบคลุมถึง คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ ความเท่าเทียม และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
ในช่วงที่ผ่านมา คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย Net Zero โดยองค์กรสามารถซื้อเครดิตจากโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้ชดเชยการปล่อยของตนเอง แต่ในปี 2025 ตลาดคาร์บอนโลกได้ก้าวสู่ ยุคใหม่ ที่เรียกว่า Carbon Removal Credits (CDR) หรือคาร์บอนเครดิตจากการ กำจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ จริง ๆ Carbon Removal Credits (CDR) คือ คาร์บอนเครดิตที่เกิดจากกิจกรรมหรือเทคโนโลยีที่ กำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หรือก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ออกจากชั้นบรรยากาศโดยตรง และ กักเก็บไว้ในรูปแบบที่มั่นคงและยาวนาน (durable storage)
ปี 2568 นับเป็นปีที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ ยุคภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) อย่างเป็นทางการ รัฐบาลมีแนวทางจัดเก็บภาษีจากเชื้อเพลิงและสินค้าที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดการปล่อยคาร์บอนภายในประเทศ และกระตุ้นให้อุตสาหกรรมเร่งปรับตัวเข้าสู่แนวทาง Net Zeroแต่คำถามที่หลายองค์กรและภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังจับตาคือ ภาษีคาร์บอนจะเป็นเพียงต้นทุนเพิ่ม หรือสามารถต่อยอดไปสู่ Net Zero ได้จริงหรือไม่
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า Net Zero กลายเป็นคำที่หลายองค์กรไทยให้ความสำคัญและถูกบรรจุเป็น เป้าหมายใหญ่ ในการดำเนินธุรกิจ แต่เส้นทางสู่ Net Zero ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแม้องค์กรจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากเพียงใด ก็ยังคงมี การปล่อยที่เลี่ยงไม่ได้ อยู่เสมอ เช่น การใช้พลังงานในกระบวนการผลิต การขนส่ง หรือการใช้งานผลิตภัณฑ์ นี่คือเหตุผลว่าทำไม Carbon Credit และกลยุทธ์ Offsetting/Insetting จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มี ตลาดคาร์บอนเครดิต T-VER เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนให้องค์กรเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero ได้จริง
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้โลกกำลังมองหากลไกทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ที่องค์กรสามารถใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ แต่ระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังมีปัญหาใหญ่คือ ขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยากนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำ Blockchain Technology เข้ามาใช้ เพื่อสร้างระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และลดความเสี่ยง Greenwashing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงรสชาติ คุณภาพ หรือราคาอีกต่อไป แต่ยังใส่ใจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ของสินค้าที่เลือกซื้อ แนวคิด Digital Carbon Label หรือ ฉลากคาร์บอนดิจิทัล จึงถูกพัฒนาให้ทำหน้าที่คล้ายกับ ฉลากโภชนาการ ที่เราคุ้นเคย เพียงแต่แทนที่จะบอกปริมาณแคลอรี ไขมัน หรือโปรตีน กลับเป็นข้อมูล ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อย ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ได้กลายเป็นคำที่หลายองค์กรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศคุ้นเคยกันมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรที่มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงต้องให้ความสำคัญกับการวัดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ Scope 3 หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกำลังกลายเป็นความท้าทายใหม่ของธุรกิจไทยในปี 2568
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่คือ ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ที่อาจส่งผลต่อรายได้ ต้นทุน และการอยู่รอดของธุรกิจ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่คือ ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ที่อาจส่งผลต่อรายได้ ต้นทุน และการอยู่รอดของธุรกิจ
ในอดีต องค์กรต่าง ๆ ใช้มาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนหลายรูปแบบ ทั้ง GRI, SASB หรือ Integrated Reporting ทำให้นักลงทุน สับสน เพราะข้อมูลไม่สอดคล้องกันและเปรียบเทียบข้ามองค์กรได้ยาก
ในยุคที่ ESG กลายเป็น ภาษากลาง ของธุรกิจทั่วโลก การทำรายงานที่ดี ไม่ได้วัดแค่ ทำครบ แต่ต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความน่าเชื่อถือ