og:title: ESGPRO – Thailand ESG & Sustainability Consulting og:description: Expert in GRI, IFRS S1/S2, SET ESG Rating, Double Materiality, Sustainability Report, Carbon Footprint ISO 14064-1. og:type: website og:url: https://www.esgprothai.com/ og ความท้าทายใหม่ขององค์กรไทยในห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำ

ความท้าทายใหม่ขององค์กรไทยในห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำ

Scope 1, 2 และ 3 คืออะไร?
ก่อนจะเข้าใจความซับซ้อนของ Scope 3 เรามาทำความรู้จักทั้งสามขอบเขตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน GHG Protocol กันก่อน
Scope 1: การปล่อยตรง (Direct Emissions) เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงาน การใช้ยานพาหนะของบริษัท
Scope 2: การปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Indirect Emissions from Energy) เช่น การซื้อไฟฟ้า ไอน้ำ หรือความร้อน
Scope 3: การปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ (Other Indirect Emissions) ที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่น

Upstream (กิจกรรมต้นน้ำ)
3.1 การซื้อสินค้าหรือบริการ (Purchased Goods and Services) วัตถุดิบ สินค้า หรือบริการที่องค์กรซื้อมาใช้
3.2 สินทรัพย์ถาวร (Capital Goods) การผลิตสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร เครื่องจักร
3.3 เชื้อเพลิงและพลังงานที่เกี่ยวข้อง (Fuel- and Energy-Related Activities, not included in Scope 1 or 2) การสกัด การผลิต และการขนส่งเชื้อเพลิงและพลังงานที่องค์กรซื้อมา
3.4 การขนส่งและการกระจายสินค้า (Upstream Transportation and Distribution) การขนส่งสินค้าที่องค์กรซื้อ (ก่อนถึงองค์กร) รวมถึงการจัดเก็บ
3.5 การเกิดของเสียจากการดำเนินงาน (Waste Generated in Operations) การกำจัดหรือบำบัดของเสียจากกิจกรรมขององค์กร
3.6 การเดินทางโดยธุรกิจ (Business Travel) การเดินทางเพื่อธุรกิจของพนักงาน เช่น เครื่องบิน รถไฟ
3.7 การเดินทางประจำวันของพนักงาน (Employee Commuting) การเดินทางไป-กลับที่ทำงานของพนักงาน

3.8 การใช้สินทรัพย์ที่ว่าจ้างมา (Leased Assets – Upstream) สินทรัพย์ที่องค์กรเช่าใช้ (แต่ไม่ได้รวมใน Scope 1 และ 2)

Downstream (กิจกรรมปลายน้ำ)
3.9 การขนส่งและการกระจายสินค้าหลังจากการขาย (Downstream Transportation and Distribution)การขนส่งและกระจายสินค้าที่ขายไปแล้วถึงลูกค้า
3.10 การประมวลผลของสินค้าที่ขายไป (Processing of Sold Products) เมื่อสินค้าที่ขายถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบของสินค้าอื่น
3.11 การใช้สินค้าที่ขายไป (Use of Sold Products) การปล่อยจากการใช้งานสินค้าที่ขาย เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า
3.12 การจัดการซากสินค้าหลังจากใช้งาน (End-of-Life Treatment of Sold Products) การกำจัดหรือ            รีไซเคิลผลิตภัณฑ์หลังหมดอายุการใช้งาน
3.13 การใช้สินทรัพย์ที่ให้เช่า (Leased Assets – Downstream) สินทรัพย์ที่องค์กรให้เช่าแก่ลูกค้า
3.14 แฟรนไชส์ (Franchises) การดำเนินงานของแฟรนไชส์ที่เกี่ยวข้องกับองค์กร
3.15 การลงทุน (Investments) การปล่อยที่เกิดจากการลงทุน เช่น พอร์ตการลงทุนของสถาบันการเงิน

สิ่งที่น่าตกใจคือ ในหลายอุตสาหกรรม Scope 3 อาจมีสัดส่วน มากกว่า 70–90% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดขององค์กร

 ทำไม Scope 3 ถึงเป็นความท้าทายใหม่ขององค์กรไทย?
1.ความซับซ้อนของข้อมูล
ซัพพลายเชนของบริษัทหนึ่งอาจมีซัพพลายเออร์นับร้อยหรือพันราย ทำให้การเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเรื่องยาก และมักไม่ครบถ้วน
2.ต้นทุนในการวัดและรายงาน
การจัดเก็บข้อมูล Scope 3 ต้องอาศัยเครื่องมือและเทคโนโลยี เช่น ระบบดิจิทัล IoT, Blockchain หรือแพลตฟอร์ม MRV (Monitoring, Reporting, Verification) ซึ่ง SMEs จำนวนมากยังไม่พร้อมลงทุน
3.แรงกดดันจากคู่ค้าและนักลงทุน
บริษัทข้ามชาติหลายแห่ง เช่น Apple, IKEA, Unilever กำหนดให้คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานต้องรายงาน Scope 3 หากซัพพลายเออร์ไทยไม่สามารถตอบสนองได้ อาจเสียโอกาสในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ
4.ข้อจำกัดด้านบุคลากรและความรู้
องค์กรไทย โดยเฉพาะ SMEs ขาดผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการคาร์บอน ทำให้การดำเนินการ Scope 3 เป็นไปอย่างล่าช้า

แนวทางการจัดการ Scope 3 ขององค์กรไทย
แม้จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่การจัดการ Scope 3 ก็เปิดโอกาสให้องค์กรไทยพัฒนาไปสู่ ห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Supply Chain) ได้เช่นกัน
1.สร้างความร่วมมือในซัพพลายเชน
องค์กรใหญ่ควรทำงานร่วมกับคู่ค้า SMEs เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ และพัฒนามาตรฐานการเก็บข้อมูลร่วมกัน
2.ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
ระบบดิจิทัล เช่น Blockchain และ IoT ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลการปล่อยคาร์บอน
3.เตรียมพร้อมต่อกฎระเบียบสากล
สหภาพยุโรปกำลังบังคับใช้ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ในปี 2026 ซึ่งจะกระทบผู้ส่งออกไทย การมีข้อมูล Scope 3 จะช่วยลดความเสี่ยงและรักษาตลาด
4.สร้างคุณค่าตราสินค้า (Brand Value)
ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่โปร่งใสเรื่องสิ่งแวดล้อม องค์กรที่สามารถสื่อสารข้อมูล Scope 3 ได้อย่างชัดเจนจะได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการจัดการ Scope 3
1.ลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและข้อกำหนดสากล
2.เพิ่มความโปร่งใสในสายตานักลงทุนและผู้บริโภค
3.สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในตลาดต่างประเทศ
4.สนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

Scope 3 คือ “ความท้าทายใหม่” ที่องค์กรไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็น “โอกาส” ที่จะยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง การจัดการ Scope 3 อย่างมีระบบ ไม่เพียงช่วยให้องค์กรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่ ห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Supply Chain) ที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในประเทศและระดับโลก

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้