ปี 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ของโลกธุรกิจไทย เมื่อประเด็น ESG (Environmental, Social, Governance) กำลังเปลี่ยนสถานะจาก "ทางเลือก" สู่ "ข้อบังคับทางกฎหมาย" ที่ผู้บริหารไม่สามารถละเลยได้อีกต่อไป บทความนี้จะสรุป 5 กฎหมายและมาตรฐานใหม่ปี 2026 ที่ผู้บริหารไทยต้องเตรียมรับมือ
1. (ร่าง) พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: กฎหมายแม่บท "Climate Law" ฉบับแรกของไทย
รัฐบาลไทยได้เตรียมผลักดัน พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... หรือ "กฎหมายโลกร้อน" ซึ่งถือเป็นกฎหมายแม่บทฉบับแรกของประเทศที่มุ่งบริหารจัดการทั้งสาเหตุ (การลดก๊าซเรือนกระจก) และผลกระทบ (การปรับตัวต่อภัยพิบัติ)
สิ่งที่ผู้บริหารต้องรู้:
- กฎหมายฉบับนี้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับ NDC 3.0 และ Net Zero 2050
- มีการจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อบูรณาการนโยบายข้ามกระทรวง
- ธุรกิจต้องเตรียมพร้อมสำหรับการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Inventory) ที่เป็นมาตรฐานและตรวจสอบได้
2. กลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing): 3 เครื่องมือใหม่ที่จะกระทบต้นทุนธุรกิจ
หัวใจสำคัญของกฎหมายโลกร้อนฉบับใหม่ คือการจัดตั้งระบบ Carbon Pricing Mechanism ซึ่งประกอบด้วย 3 กลไกหลักที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนขององค์กร
| กลไก | รายละเอียด | ผลกระทบต่อธุรกิจ |
| 1. ETS (Emission Trading System) | ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกำหนดเพดานการปล่อย (Cap) และอนุญาตให้ซื้อขายสิทธิได้ | ธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูงอาจต้องซื้อสิทธิเพิ่ม หรือลงทุนลดการปล่อยเพื่อขายสิทธิส่วนเกิน |
| 2. CBAM ไทย (Carbon Border Adjustment) | กลไกปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนแบบไทย เพื่อป้องกัน Carbon Leakage และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน | ผู้นำเข้าสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงอาจถูกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม |
| 3. Carbon Tax | ภาษีคาร์บอนที่จัดเก็บจากผู้ผลิต/ผู้นำเข้าตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก | ต้นทุนการผลิตอาจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุพื้นฐาน |
3. การเปลี่ยนผ่านสู่ FTSE Russell ESG Scores: มาตรฐานใหม่ที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา
ตั้งแต่ปี 2569 (2026) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเปลี่ยนจากการใช้ SET ESG Ratings สู่การประเมินโดย FTSE Russell ESG Scores ซึ่งเป็น Global Rater มาตรฐานสากล
ไทม์ไลน์สำคัญที่ผู้บริหารต้องรู้:
- 2567-2568 (Transition Phase): ช่วงเตรียมความพร้อม FTSE Russell เริ่มประเมินแต่ยังไม่ประกาศผลสาธารณะ
- 2569 (Implementation Year): เริ่มประกาศผลคะแนน ESG ต่อสาธารณะ ครอบคลุม 350+ บริษัท
- 2570 เป็นต้นไป: ประเมินเต็มรูปแบบ 400+ บริษัท ครอบคลุม SET100 และบริษัทที่สมัครใจ
4. มาตรฐานการรายงานความยั่งยืน IFRS S1 & S2: บังคับแล้วสำหรับบริษัทจดทะเบียน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนตามมาตรฐาน IFRS S1 (ทั่วไป) และ IFRS S2 (เฉพาะประเด็นสภาพภูมิอากาศ) ในแบบฟอร์ม 56-1 One Report
ประเด็นสำคัญที่ต้องรายงาน:
- Governance: โครงสร้างการกำกับดูแลด้านความยั่งยืนของบอร์ดและฝ่ายบริหาร
- Strategy: ผลกระทบของความเสี่ยงและโอกาสด้าน ESG ต่อโมเดลธุรกิจ
- Risk Management: กระบวนการระบุและบริหารความเสี่ยงด้านความยั่งยืน
- Metrics & Targets: ตัวชี้วัดและเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก (Scope 1, 2 และ 3)
5. CBAM สหภาพยุโรป: ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนที่ผู้ส่งออกไทยหนีไม่พ้น
ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป สหภาพยุโรปจะเริ่มเก็บ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) อย่างเป็นทางการกับผู้ส่งออกใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมแรก: เหล็ก อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน
ผลกระทบเชิงปฏิบัติ:
- ผู้ส่งออกไทยต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแฝง (Embedded Emissions) ในสินค้า
- หากไม่สามารถแสดงข้อมูลที่ตรวจสอบได้ อาจถูกคิดอัตราภาษีตามค่า Default ที่สูงกว่าความเป็นจริง
- แม้สินค้าของคุณจะไม่ใช่ 6 กลุ่มนี้ แต่หากอยู่ใน Supply Chain ของผู้ส่งออก EU ก็อาจถูกขอข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นต์เช่นกัน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ทำไมเรื่องนี้สำคัญ? คะแนน ESG จะไม่ใช่ข้อมูลภายในอีกต่อไป แต่จะถูกเปิดเผยต่อนักลงทุนสถาบันทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อ:
- การถูกคัดเลือกเข้า/ออกจากดัชนีสำคัญ เช่น FTSE4Good, FTSE ASEAN
- ความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนต่างชาติและคู่ค้าห่วงโซ่อุปทานโลก
- ความสามารถในการระดมทุนผ่านกองทุน ESG
เช็กลิสต์: 5 สิ่งที่ผู้บริหารต้องเริ่มทำ "วันนี้"
1. วัด Carbon Footprint ขององค์กร (CFO) ตามมาตรฐาน ISO 14064-1 เพื่อให้มีข้อมูลพื้นฐานที่แม่นยำและตรวจสอบได้
2. ประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Assessment) และบูรณาการเข้าสู่แผนกลยุทธ์องค์กร
3. เตรียมระบบข้อมูล ESG Data Management ให้สามารถรวบรวม ตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลได้ตามมาตรฐาน IFRS S1/S2
4. ทบทวน Supply Chain เพื่อเตรียมรับมือกับข้อกำหนด CBAM และความต้องการข้อมูลคาร์บอนจากคู่ค้าโลก
5. สื่อสารกับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างโปร่งใสเกี่ยวกับแผนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
บทสรุป: ESG ปี 2026 คือ "License to Operate" ไม่ใช่แค่ CSR
ปี 2026 ไม่ใช่ปีแห่งการ "เริ่มต้น" แต่เป็นปีแห่งการ "พิสูจน์" องค์กรที่เตรียมพร้อมล่วงหน้าจะเปลี่ยนความท้าทายทางกฎหมายให้เป็นโอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ในขณะที่องค์กรที่รอคอยอาจเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงทางกฎหมาย และการสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
"ความยั่งยืนในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องของการทำดี แต่เป็นเรื่องของการอยู่รอดและเติบโตอย่างมีภูมิคุ้มกัน"
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้บริหารและองค์กรที่สนใจเตรียมความพร้อมด้าน ESG กฎหมายและมาตรฐานอาจมีการปรับปรุงเพิ่มเติม ขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด