หลังจาก ระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Phase) ของมาตรการCBAM – Carbon Border Adjustment Mechanism ของสหภาพยุโรปสิ้นสุดลง วันนี้ CBAM ได้ก้าวเข้าสู่ช่วงที่ ต้นทุนคาร์บอนส่งผลจริงต่อการส่งออกและการแข่งขันทางการค้า
สำหรับธุรกิจไทยที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป
CBAM ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็น เงื่อนไขใหม่ของการเข้าถึงตลาด EU
ธุรกิจส่งออกกลุ่มใดได้รับผลกระทบจาก CBAM มากที่สุด
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
CBAM ครอบคลุมสินค้าในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ได้แก่
- เหล็กและเหล็กกล้า (Iron & Steel)
- อะลูมิเนียม (Aluminium)
- ซีเมนต์ (Cement)
- ปุ๋ย (Fertilizers)
- ไฟฟ้า (Electricity)
- ไฮโดรเจน (Hydrogen)
ผู้ส่งออกในกลุ่มนี้ต้อง
- รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้า
- เผชิญต้นทุน CBAM ตามระดับการปล่อยคาร์บอน
- แสดงข้อมูล Emission ที่ถูกต้องและตรวจสอบได้
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม
แม้จะยังไม่อยู่ในขอบเขต CBAM โดยตรง
แต่หลายอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบผ่าน ห่วงโซ่อุปทาน เช่น
- ยานยนต์และชิ้นส่วน
- เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
- ก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง
- อุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เหล็ก อะลูมิเนียม หรือพลังงานสูง
ธุรกิจกลุ่มนี้เริ่มถูกคู่ค้าใน EU ขอข้อมูลว่า
- วัตถุดิบมาจากแหล่งใด
- มีการปล่อยคาร์บอนเท่าไร
- มีแผนลด Emission หรือไม่
CBAM จึงกำลังขยายอิทธิพลจากตัวสินค้าไปสู่ ทั้งห่วงโซ่อุปทานการผลิต
ผลกระทบต่อธุรกิจส่งออก
เมื่อ CBAM เข้าสู่ช่วงบังคับใช้เต็มรูปแบบผลกระทบที่เห็นได้ชัด ได้แก่
- ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้น สำหรับสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง
- ข้อมูลคาร์บอนกลายเป็นเงื่อนไขการค้า ไม่ใช่แค่เอกสารประกอบ
- ความเสี่ยงด้าน Compliance หากข้อมูลไม่ครบ ไม่ถูกต้อง หรือไม่สอดคล้องกับเกณฑ์ EU
องค์กรที่ไม่สามารถจัดการข้อมูลคาร์บอนได้ดี อาจเสียโอกาสทางการค้า แม้จะมีศักยภาพด้านการผลิตก็ตาม
ธุรกิจส่งออกควรเริ่มปรับตัวอย่างไรในบริบทของ CBAM วันนี้
องค์กรควรเร่งดำเนินการในประเด็นสำคัญ เช่น
- จัดทำ Carbon Footprint for Organization / Product อย่างเป็นระบบ
- วิเคราะห์แหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต
- ปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานและกระบวนการผลิต
- เตรียมข้อมูลให้สอดคล้องกับข้อกำหนด CBAM และมาตรฐานสากล
- การเริ่มต้นเร็ว จะช่วยให้องค์กรควบคุมต้นทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดีกว่า