ทำไม? ผู้ประกอบการ ต้องทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์
Last updated: 7 Nov 2025
2900 Views

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ คือปริมาณการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรม มี 2 ประเภทหลัก ดังนี้
- Carbon Footprint Product (CFP): ปริมาณก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์
- Carbon Footprint for Organization (CFO): ปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมขององค์กร
- วางแผนลดการปล่อยก๊าซ: ช่วยให้องค์กรทราบและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ตอบสนองลูกค้าใน Supply Chain: ลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- ขายคาร์บอนเครดิต: ชดเชยคาร์บอนกับองค์กรอื่นๆ
- รายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน: ข้อมูลสำหรับจัดทำรายงานความยั่งยืนและตอบคำถามนักลงทุน
- พัฒนาโครงการในอนาคต: ขยายผลการประเมินก๊าซเรือนกระจกและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้การรับรอง
- แสดงความรับผิดชอบขององค์กร: สอดคล้องกับหลักการ ESG และสามารถรายงานให้ลูกค้าและตลาดหลักทรัพย์ทราบถึงความยั่งยืนขององค์กร
Related Content
ในโลกธุรกิจปัจจุบัน ความสามารถในการแข่งขันไม่ได้วัดจากต้นทุนหรือคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียวแต่ถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่าองค์กรจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทานของตนเองอย่างไร
A complete guide to ISSB, IFRS S1 and IFRS S2 for Thai corporate executives. Includes SEC Thailand mandatory ESG disclosure timeline 2026–2030, key requirements, and how to prepare your organisation.
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า Net Zero กลายเป็นคำที่หลายองค์กรไทยให้ความสำคัญและถูกบรรจุเป็น เป้าหมายใหญ่ ในการดำเนินธุรกิจ แต่เส้นทางสู่ Net Zero ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแม้องค์กรจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากเพียงใด ก็ยังคงมี การปล่อยที่เลี่ยงไม่ได้ อยู่เสมอ เช่น การใช้พลังงานในกระบวนการผลิต การขนส่ง หรือการใช้งานผลิตภัณฑ์ นี่คือเหตุผลว่าทำไม Carbon Credit และกลยุทธ์ Offsetting/Insetting จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มี ตลาดคาร์บอนเครดิต T-VER เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนให้องค์กรเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero ได้จริง


