ทำไมรายงานความยั่งยืนในไทย ต้องอ้างอิง GRI
Last updated: 7 Nov 2025
1511 Views

รายงานความยั่งยืนในประเทศไทยมักอ้างอิงถึง GRI (Global Reporting Initiative) ด้วยหลายเหตุผลดังนี้:
- มาตรฐานระดับโลก: GRI เป็นมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก องค์กรที่ใช้ GRI จะสามารถเปรียบเทียบผลงานของตนเองกับองค์กรอื่น ๆ ในระดับนานาชาติได้
- ความชัดเจนและความโปร่งใส: การใช้ GRI ช่วยให้องค์กรสามารถแสดงข้อมูลที่สำคัญและเน้นเป้าหมายความยั่งยืนที่ต้องการให้ผู้อ่านทราบ
- รองรับ SDGs: GRI ได้ทำการเชื่อมต่อกับ Sustainable Development Goals (SDGs) ของสหประชาชาติ ทำให้องค์กรที่อ้างอิง GRI สามารถแสดงถึงการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้
- การตอบสนองต่อส่วนผสมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย: GRI มุ่งเน้นที่การสื่อสารกับส่วนผสมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อความต้องการและความสนใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เป้าหมายที่ชัดเจน: GRI มีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางการรายงานที่ชัดเจน ช่วยในการคาดการณ์ผลกระทบของกิจกรรมทางธุรกิจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
- การสนับสนุนจากภาครัฐ: บางครั้ง, หน่วยงานภาครัฐและองค์กรอื่น ๆ ในประเทศไทยอาจส่งเสริมหรือต้องการให้องค์กรที่ดำเนินการในประเทศรายงานตามมาตรฐาน GRI
- การรับรองและความน่าเชื่อถือ: รายงานที่ทำตามมาตรฐาน GRI มักจะได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้น เนื่องจากผ่านกระบวนการตรวจสอบและการรับรองจากองค์กรภายนอก
Related Content
ปี 2568 นับเป็นปีที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ ยุคภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) อย่างเป็นทางการ รัฐบาลมีแนวทางจัดเก็บภาษีจากเชื้อเพลิงและสินค้าที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดการปล่อยคาร์บอนภายในประเทศ และกระตุ้นให้อุตสาหกรรมเร่งปรับตัวเข้าสู่แนวทาง Net Zeroแต่คำถามที่หลายองค์กรและภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังจับตาคือ ภาษีคาร์บอนจะเป็นเพียงต้นทุนเพิ่ม หรือสามารถต่อยอดไปสู่ Net Zero ได้จริงหรือไม่
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ได้กลายเป็นคำที่หลายองค์กรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศคุ้นเคยกันมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรที่มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงต้องให้ความสำคัญกับการวัดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ Scope 3 หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกำลังกลายเป็นความท้าทายใหม่ของธุรกิจไทยในปี 2568
Emission Embedded CBAM คือการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกจากกระบวนการผลิตสินค้าทุกขั้นตอน โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในโรงงานผลิต ข้อมูลนี้ต้องเป็นการปล่อยจริงจากกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการ


