Share

Carbon Credit ทำแล้วได้อะไร ?

Last updated: 7 Nov 2025
1271 Views

การสร้างคาร์บอนเครดิตได้มาจากการดำเนินโครงการที่ทำให้ลดการปล่อย GHG ซึ่งอาจจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การปลูกป่า หรือโครงการจัดการขยะ คาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการเหล่านี้สามารถขายในตลาดคาร์บอน หรือถูกใช้เพื่อชดเชยการปล่อย GHG ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือลดลงได้ในกิจกรรมธุรกิจ

องค์กรที่สร้างและทำการขายคาร์บอนเครดิตจะได้รับประโยชน์หลายอย่าง ดังนี้:

1.       สร้างรายได้เพิ่ม : องค์กรที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) อาจสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตและขายพวกมันได้เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม

2.       ทำตามข้อกำหนดทางกฎหมาย: บางประเทศมีกฎหมายหรือข้อกำหนดที่กำหนดให้องค์กรต้องลดการปล่อย GHG ในระดับที่กำหนด การสร้างและใช้คาร์บอนเครดิตสามารถช่วยให้องค์กรทำตามข้อกำหนดเหล่านี้

3.       ช่วยในการสร้างภาพลักษณ์: คาร์บอนเครดิตสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารความมุ่งมั่นในการดำเนินการเพื่อสิ่งแวดล้อมและการยั่งยืนทางสังคม สิ่งนี้อาจช่วยปรับปรุงภาพลักษณ์ขององค์กรและสร้างความน่าเชื่อถือต่อลูกค้า ผู้สนับสนุน และผู้ลงทุน

4.       สนับสนุนการทำงานที่ยั่งยืน: การลดการปล่อย GHG และสร้างคาร์บอนเครดิตทำให้องค์กรสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและสนับสนุนการทำงานที่ยั่งยืนในภาพรวม

5.       ยกระดับการแข่งขัน: การมีคาร์บอนเครดิตอาจช่วยให้องค์กรได้รับความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ลูกค้าและผู้สนับสนุนมีความสนใจและห่วงใยเรื่องสิ่งแวดล้อมและการยั่งยืน


Related Content
Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM): ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนที่ผู้ส่งออกไทยต้องรู้
ในปี 2026 เป็นต้นไป สหภาพยุโรป (EU) จะเริ่มเก็บ ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) อย่างเป็นทางการ มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและลด Carbon Leakage (การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎคาร์บอนอ่อนกว่า) CBAM ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของยุโรป แต่ส่งผลโดยตรงต่อผู้ส่งออกทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาด EU เช่น เหล็ก ซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และอาหารในอนาคต
ทำไม SBTi ถึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัททั่วโลก
โลกธุรกิจในศตวรรษที่ 21 เผชิญแรงกดดันมหาศาลในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรต่าง ๆ ไม่สามารถมองเพียง การดำเนินงานภายในองค์กร ได้อีกต่อไป แต่ต้องครอบคลุมทั้ง ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบจนถึงผู้บริโภคScience-Based Targets initiative (SBTi) จึงกลายเป็นมาตรฐานสากลที่องค์กรทั่วโลกเลือกใช้ เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ และสอดรับกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ต้องการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C
ISO 14064-1 กับ CFO (Carbon Footprint for Organization) ต่างกันอย่างไร?
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่คือ ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ที่อาจส่งผลต่อรายได้ ต้นทุน และการอยู่รอดของธุรกิจ
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Privacy Policy and Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy