แนวคิดของ ESG เกี่ยวข้องกับภาวะโลกเดือดอย่างไร??
Last updated: 7 Nov 2025
788 Views

ภาวะโลกเดือด (Global Boiling) เป็นสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง ซึ่งองค์การสหประชาชาติประกาศในเดือนกรกฎาคม 2566 ว่าโลกได้เข้าสู่ยุคโลกเดือดแล้ว โดยเดือนกรกฎาคม 2566 เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบ 120,000 ปี
ผลกระทบของภาวะโลกเดือด ภาวะโลกเดือดส่งผลกระทบมากกว่าที่คาด ทั้งต่อธรรมชาติและชีวิตประจำวัน เช่น
- เกษตรกรขาดแคลนน้ำในการทำเกษตรกรรม
- นักท่องเที่ยวเจออากาศร้อนจัดและฝนตกหนัก
- การขนส่งล่าช้าหรือถูกยกเลิกจากพายุและน้ำท่วม
- ปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหัวใจและโรคทางเดินหายใจ
- สภาพจิตใจที่ย่ำแย่จากอากาศร้อน
- ค่าไฟและค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น
ความสำคัญของแนวคิด ESG
เพื่อลดวิกฤตสิ่งแวดล้อม ภาคธุรกิจต้องเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยใช้แนวคิด ESG (Environment, Social, Governance) ซึ่งช่วยพัฒนาองค์กรและตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบัน แนวคิดนี้ยังเป็นดัชนีชี้วัดที่นักลงทุนใช้ในการตัดสินใจลงทุนทั่วโลก
Related Content
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การประเมินความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ คะแนน ESG อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น เครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจหนึ่งในองค์กรที่มีอิทธิพลอย่างมากคือ FTSE Russell ผู้จัดทำดัชนีระดับโลกที่นำข้อมูล ESG ไปใช้ประกอบการจัดอันดับและตัดสินการเข้าดัชนีต่าง ๆและปีนี้คือปีที่องค์กรในตลาดหลักทรัพย์ไทยต้อง ตื่นตัวจริงจังเพราะไทม์ไลน์การประเมินกำลังเปลี่ยนไป เร็วขึ้น เข้มขึ้น และครอบคลุมบริษัทมากขึ้นกว่าเดิม
การขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน (ESG) มีประโยชน์หรือผลตอบแทนอย่างไร สามารถอ่านเพื่มเติมได้ที่นี่
ในช่วงที่ผ่านมา คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย Net Zero โดยองค์กรสามารถซื้อเครดิตจากโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้ชดเชยการปล่อยของตนเอง แต่ในปี 2025 ตลาดคาร์บอนโลกได้ก้าวสู่ ยุคใหม่ ที่เรียกว่า Carbon Removal Credits (CDR) หรือคาร์บอนเครดิตจากการ กำจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ จริง ๆ Carbon Removal Credits (CDR) คือ คาร์บอนเครดิตที่เกิดจากกิจกรรมหรือเทคโนโลยีที่ กำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หรือก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ออกจากชั้นบรรยากาศโดยตรง และ กักเก็บไว้ในรูปแบบที่มั่นคงและยาวนาน (durable storage)


