Share

ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไง ให้สร้างรายได้มากกว่าเดิม

Last updated: 7 Nov 2025
1040 Views

การสร้างคาร์บอนเครดิตและขายต่อในตลาดคาร์บอนหรือตลาดสิทธิประโยชน์สิ่งแวดล้อม (carbon credit or environmental benefit markets) เป็นวิธีที่องค์กรสามารถสร้างรายได้จากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ด้วยตนเองได้ ดังนั้น องค์กรที่มีโครงการลดการปล่อย GHG อาจได้รับการซื้อคาร์บอนเครดิตจากองค์กรที่ต้องการลดการปล่อย GHG ของตนเอง

ตัวอย่างเช่น:

1.      องค์กร A ดำเนินการในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งสามารถดูดซับและเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากบรรยากาศ ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงและเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นไม้ ดังนั้น องค์กร A สามารถขายคาร์บอนเครดิตที่สร้างขึ้นจากการดูดซับ CO2 ได้

2.      องค์กร B เป็นธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก ตามกฎหมายอาจกำหนดว่าองค์กร B ต้องลดการปล่อย GHG แต่ถ้าการลดการปล่อย GHG ในที่ประกอบการของตนเองนั้นเป็นไปได้ยาก องค์กร B สามารถ "ซื้อ" คาร์บอนเครดิตจากองค์กร A เพื่อ "ชดเชย" การปล่อย GHG ของตนเอง ด้วยวิธีนี้ องค์กร B สามารถปฏิบัติ

 

ตามกฎหมายและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่องค์กร A สร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต

นอกจากนี้ ยังมีการขายคาร์บอนเครดิตในรูปแบบอื่นๆ ที่มีอยู่ เช่น การขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการพลังงานทดแทนหรือโครงการปรับปรุงความประสิทธิภาพของพลังงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมและสนับสนุนการดำเนินงานที่ยั่งยืนได้.


Related Content
ทำไม SBTi ถึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัททั่วโลก
โลกธุรกิจในศตวรรษที่ 21 เผชิญแรงกดดันมหาศาลในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรต่าง ๆ ไม่สามารถมองเพียง การดำเนินงานภายในองค์กร ได้อีกต่อไป แต่ต้องครอบคลุมทั้ง ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบจนถึงผู้บริโภคScience-Based Targets initiative (SBTi) จึงกลายเป็นมาตรฐานสากลที่องค์กรทั่วโลกเลือกใช้ เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ และสอดรับกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ต้องการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C
ESG กับกฎหมายใหม่ปี 2026 ที่ผู้บริหารต้องรู้: จาก "ความสมัครใจ" สู่ "มาตรฐานบังคับ"
ปี 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ของโลกธุรกิจไทย เมื่อประเด็น ESG กำลังเปลี่ยนสถานะจาก "ทางเลือก" สู่ "ข้อบังคับทางกฎหมาย"
FTSE Russell กับไทม์ไลน์ใหม่: สัญญาณเตือนให้องค์กรในตลาดหลักทรัพย์เร่งปรับตัวด้าน ESG
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การประเมินความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ คะแนน ESG อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น เครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจหนึ่งในองค์กรที่มีอิทธิพลอย่างมากคือ FTSE Russell ผู้จัดทำดัชนีระดับโลกที่นำข้อมูล ESG ไปใช้ประกอบการจัดอันดับและตัดสินการเข้าดัชนีต่าง ๆและปีนี้คือปีที่องค์กรในตลาดหลักทรัพย์ไทยต้อง ตื่นตัวจริงจังเพราะไทม์ไลน์การประเมินกำลังเปลี่ยนไป เร็วขึ้น เข้มขึ้น และครอบคลุมบริษัทมากขึ้นกว่าเดิม
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Privacy Policy and Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy