ทำไมต้องทำรายงานความยั่งยืน
Last updated: 7 Nov 2025
928 Views

GRI (Global Reporting Initiative) มีหลายตัวชี้วัดที่ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถรายงานความยั่งยืนได้ในหลายเรื่อง แต่ไม่ได้มีการกำหนดหัวข้อแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับประเทศไทยเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม, บางองค์กรในไทยที่เลือกใช้ GRI อาจจะเน้นบางหัวข้อที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบททางธุรกิจและสังคมของประเทศ
ตัวอย่างของหัวข้อหลักๆ ใน GRI ที่องค์กรในไทยอาจจะเน้นรายงานได้แก่:
ตัวอย่างของหัวข้อหลักๆ ใน GRI ที่องค์กรในไทยอาจจะเน้นรายงานได้แก่:
- ปัญหาสิ่งแวดล้อม: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การใช้น้ำ, การจัดการขยะและการปล่อยของเสีย
- การทำธุรกิจอย่างเป็นธรรม: การป้องกันการซื้อไถ่และการทำงานบังคับ, ความภาคภูมิในการทำธุรกิจ
- กำไรและการบัญชี: ความโปร่งใสในการรายงานทางการเงินและการป้องกันการฉ้อโกง
- ความหลากหลายและความเท่าเทียม: ความหลากหลายทางเพศ, ศาสนา, วัย, และอื่นๆ
- สิทธิของแรงงาน: สภาพการทำงาน, สิทธิในการรวมตัว, และการอบรม
Related Content
หลายองค์กรคุ้นเคยกับคำว่า CSR (Corporate Social Responsibility) มานานในขณะที่คำว่า ESG (Environmental, Social, Governance) กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแม้ทั้งสองแนวคิดจะมีจุดร่วมคือ ความรับผิดชอบต่อสังคมแต่ CSR และ ESG ไม่ได้มีบทบาทหรือเป้าหมายเดียวกัน และการเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้องค์กรวางทิศทางได้ชัดเจนขึ้น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ได้กลายเป็นคำที่หลายองค์กรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศคุ้นเคยกันมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรที่มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงต้องให้ความสำคัญกับการวัดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ Scope 3 หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกำลังกลายเป็นความท้าทายใหม่ของธุรกิจไทยในปี 2568
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายองค์กรเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า Materiality ในบริบทของ ESGซึ่งมักหมายถึงการระบุประเด็นที่ มีผลต่อผลประกอบการและการตัดสินใจของนักลงทุน


