หลายคนยังเข้าใจว่า ESG เป็นเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทจดทะเบียน
แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจ SME คือฟันเฟืองสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน และกำลังได้รับผลกระทบจากกระแส ESG มากขึ้นอย่างชัดเจน
วันนี้ คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า
แต่คือ
1. SME คือส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกบริษัทขนาดใหญ่และแบรนด์ระดับโลก ถูกคาดหวังให้บริหารความเสี่ยงด้าน ESG ในห่วงโซ่อุปทาน
ซึ่งหมายความว่า
คู่ค้าทุกราย รวมถึง SME จะถูกขอข้อมูลด้าน ESG มากขึ้นไม่ว่าจะเป็น
- ประเด็นแรงงานและสิทธิมนุษยชน
- ความปลอดภัยในการทำงาน
- การใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอน
SME ที่ไม่มีข้อมูลหรือแนวทางจัดการชัดเจน อาจเริ่มเสียโอกาสทางธุรกิจโดยไม่รู้ตัว
2. ESG ช่วยให้ SME บริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น
ESG ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อตอบคำถามลูกค้าหรือคู่ค้า
แต่ช่วยให้ SME มองเห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในธุรกิจของตนเอง
เช่น
- การพึ่งพาพลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ
- ความเสี่ยงด้านแรงงานและอุบัติเหตุ
- ความไม่โปร่งใสในกระบวนการทำงาน
การเริ่ม ESG ตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้ SME แก้ปัญหาได้ก่อนที่จะลุกลามเป็นต้นทุนหรือข้อพิพาทในอนาคต
3. เข้าถึงเงินทุนและโอกาสใหม่ได้ง่ายขึ้น
สถาบันการเงินและนักลงทุนเริ่มพิจารณาประเด็น ESG มากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ
SME ที่มีแนวทางด้าน ESG ชัดเจน จะได้เปรียบในการ
- ขอสินเชื่อสีเขียว (Green Loan)
- เข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากภาครัฐ
- ขยายธุรกิจร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่
ESG จึงไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็น
การลงทุนเพื่อโอกาสในอนาคต 4. เริ่มวันนี้ ง่ายกว่ารอให้ถูกบังคับหลาย SME เริ่ม ESG เมื่อถูกลูกค้าขอข้อมูลหรือถูกกำหนดเงื่อนไขแล้ว
ซึ่งมักทำให้ต้องรีบทำ รีบแก้ และเสียต้นทุนสูงกว่าที่ควร
การเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ช่วยให้
- ค่อย ๆ ปรับระบบ
- เลือกทำในสิ่งที่เหมาะกับขนาดธุรกิจ
- สร้างความเข้าใจในองค์กร
ESG สำหรับ SME: เริ่มต้นอย่างไรให้ไม่ซับซ้อนการทำ ESG สำหรับ SME ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนหรือใช้ทรัพยากรมาก
แต่ควรเริ่มจาก
- การดูแลแรงงานและความปลอดภัย
- การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ
- การจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานด้าน ESG