ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายองค์กรเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า Materiality ในบริบทของ ESG
ซึ่งมักหมายถึงการระบุประเด็นที่มีผลต่อผลประกอบการและการตัดสินใจของนักลงทุน
แต่ในโลก ESG วันนี้ แนวคิดนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป
เพราะความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ขยับจากการถามว่า
“ประเด็นไหนกระทบธุรกิจของคุณ”
ไปสู่คำถามที่ลึกขึ้นว่า
“ธุรกิจของคุณส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างไร”
ทำความเข้าใจ Double Materiality ในแบบที่จับต้องได้
Double Materiality ประกอบด้วย 2 มิติที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน
- Financial Materiality
มองว่า ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ส่งผลต่อสถานะทางการเงิน ความเสี่ยง และโอกาสขององค์กรอย่างไร
- Impact Materiality
มองว่า การดำเนินธุรกิจขององค์กร ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้คนรอบตัวอย่างไร
การมองทั้งสองด้านพร้อมกัน ทำให้องค์กรไม่เพียงป้องกันความเสี่ยง
แต่ยังสามารถ บริหารผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบได้อย่างมีความรับผิดชอบ
ทำไม Double Materiality ถึงสำคัญกับองค์กรในยุค ESG ใหม่
แนวคิด Double Materiality กำลังกลายเป็นรากฐานของมาตรฐาน ESG ระดับสากลหลายฉบับ
ไม่ว่าจะเป็น
- กรอบการรายงานของสหภาพยุโรป
- การประเมิน ESG และ Sustainability Rating
- ความคาดหวังจากนักลงทุนและตลาดทุน
องค์กรที่ยังมอง ESG เพียงด้านเดียว อาจพลาดประเด็นสำคัญที่
- ส่งผลต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่น
- เชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านกฎหมายและห่วงโซ่อุปทาน
- กระทบความสามารถในการเติบโตระยะยาว
Double Materiality จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือรายงาน
แต่คือ
กรอบคิดเชิงกลยุทธ์ ที่ช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้รอบด้านมากขึ้น
จากการประเมินสู่การลงมือทำการนำ Double Materiality มาใช้จริง ไม่ได้จบแค่การทำ Workshop หรือ Matrix
แต่ต้องเชื่อมโยงเข้ากับ
- กลยุทธ์ธุรกิจ
- การบริหารความเสี่ยง
- การจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน
- การจัดทำรายงาน ESG และการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
องค์กรที่ทำได้ดีจะสามารถใช้ผลการประเมินในการจัดลำดับความสำคัญและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ