Share

Carbon Footprint Product คุ้มที่จะทำไหม ?

Last updated: 7 Nov 2025
1200 Views

การวัด "Carbon Footprint" ของสินค้า หรือวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกไปในสภาพแวดล้อมจากการผลิตสินค้า เริ่มตั้งแต่การเก็บเกี่ยววัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการกำจัดสินค้า ทำให้ได้ประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้:

1.       เพิ่มความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม: การทราบถึง Carbon Footprint ของสินค้าจะช่วยให้ผู้ผลิตมีการใส่ใจมากขึ้นในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ทำให้สามารถค้นหาวิธีที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตสินค้าของตนเองได้

2.       ประหยัดค่าใช้จ่าย: ในการลด Carbon Footprint บางทีก็อาจหมายถึงการลดการใช้พลังงาน หรือการใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสามารถทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิตได้

3.       เพิ่มมูลค่าในตลาด: สินค้าที่มี Carbon Footprint ต่ำสามารถเพิ่มมูลค่าในตลาดได้ เนื่องจากผู้บริโภคในปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

4.       ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค: ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมักจะให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การทราบถึง Carbon Footprint ของสินค้าของตนเองจะทำให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น

5.       สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณะ: การทำให้สินค้ามี Carbon Footprint ที่ต่ำสามารถทำให้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณะ และสามารถเพิ่มความเชื่อถือได้ในตลาด

6.       การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น: การทราบถึง Carbon Footprint ของสินค้าสามารถช่วยในการปรับปรุงกระบวนการผลิต และการจัดการวัตถุดิบ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น.

 


Related Content
แผน ESG ที่ดี ควรมีอะไรบ้าง ??
การจัดทำแผนการทำ ESG (Environmental, Social, and Governance) สำหรับธุรกิจนั้นเป็นกระบวนการที่จะช่วยให้ธุรกิจมีความยั่งยืนและสอดคล้องกับความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในยุคปัจจุบัน
ทำไม CFO ถึงสำคัญกับธุรกิจในตลาดทุน?
วันนี้ นักลงทุนไม่ได้มองธุรกิจเพียงตัวเลขทางการเงิน แต่ยังถามหา ความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยและหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ผลักดันก็คือ CFO Carbon Footprint for Organization
ทำไม SBTi ถึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัททั่วโลก
โลกธุรกิจในศตวรรษที่ 21 เผชิญแรงกดดันมหาศาลในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรต่าง ๆ ไม่สามารถมองเพียง การดำเนินงานภายในองค์กร ได้อีกต่อไป แต่ต้องครอบคลุมทั้ง ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบจนถึงผู้บริโภคScience-Based Targets initiative (SBTi) จึงกลายเป็นมาตรฐานสากลที่องค์กรทั่วโลกเลือกใช้ เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ และสอดรับกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ต้องการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Privacy Policy and Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy