แชร์

ISSB IFRS S1 S2 คืออะไร? บริษัทจดทะเบียนไทยต้องทำอะไรบ้าง 2569–2573

อัพเดทล่าสุด: 12 มิ.ย. 2026
435 ผู้เข้าชม
แผนภาพแสดงมาตรฐาน ISSB IFRS S1 S2 กับการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนไทย ปี 2569–2573

หากท่านเป็น CFO, Head of Sustainability หรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET/mai) และยังไม่แน่ใจว่า ISSB, IFRS S1 และ IFRS S2 คืออะไร และมีผลกระทบต่อองค์กรอย่างไร  บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อท่านโดยเฉพาะ

1. ISSB คืออะไร?
ISSB (International Sustainability Standards Board) คือคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก ก่อตั้งในปี 2564 ภายใต้มูลนิธิ IFRS มีเป้าหมายสร้าง "ภาษาเดียวกัน" สำหรับการเปิดเผยข้อมูล ESG ของบริษัทต่างๆ ทั่วโลก ให้นักลงทุนสากลเปรียบเทียบได้ง่าย

เหมือน IFRS ที่เป็นมาตรฐานบัญชีสากล — ISSB จะทำแบบเดียวกัน แต่สำหรับข้อมูลความยั่งยืน

2. IFRS S1 และ IFRS S2 ต่างกันอย่างไร?
ISSB ได้ออกมาตรฐานสองฉบับหลัก ได้แก่
 IFRS S1 — General Requirements: กำหนดหลักการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนโดยรวม ครอบคลุมประเด็นสาระสำคัญ (Materiality) ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม สังคม หรือธรรมาภิบาล
 IFRS S2 — Climate-related Disclosures: เน้นเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ ทั้ง Physical Risk, Transition Risk และโอกาสทางธุรกิจ โดยสอดคล้องกับกรอบ TCFD

 ง่ายๆ คือ: IFRS S1 = ภาพรวม ESG ทั้งหมด | IFRS S2 = เรื่องสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ

3. ไทยบังคับเมื่อไหร่? Timeline ที่ควรรู้
สำนักงาน ก.ล.ต. ไทยได้กำหนด roadmap การบังคับใช้ ISSB Standards แบบ phase-in ดังนี้

*หมายเหตุ: กำหนดการอาจมีการปรับปรุงตาม Consultation ของ ก.ล.ต. ควรติดตามประกาศล่าสุดจาก www.sec.or.th

4. บริษัทต้องเปิดเผยอะไรบ้าง?
ตาม IFRS S2 บริษัทต้องรายงาน 4 เสาหลัก (Pillars) ซึ่งสอดคล้องกับ TCFD:
 Governance: โครงสร้างการกำกับดูแลความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ
 Strategy: ผลกระทบของ Climate Change ต่อกลยุทธ์และแผนธุรกิจ
 Risk Management: กระบวนการระบุ ประเมิน และจัดการ Climate-related Risks
 Metrics & Targets: ตัวเลข GHG Emissions (Scope 1/2/3), เป้าหมาย Net Zero และตัวชี้วัดอื่นๆ

5. ความท้าทายหลักของบริษัทไทย
จากประสบการณ์ทำงานกับบริษัทจดทะเบียน ESG PRO พบความท้าทาย 3 ด้านหลัก:
▪  ข้อมูล Scope 3 ยากที่สุด — การเก็บข้อมูลการปล่อย GHG ใน Value Chain ต้องการระบบและความร่วมมือจาก Supplier
▪  ขาดผู้เชี่ยวชาญภายใน — ทีม Sustainability ส่วนใหญ่ยังมีขนาดเล็ก ขาดความเชี่ยวชาญด้าน ISSB โดยตรง
▪  Timeline กระชั้น — บริษัทขนาดใหญ่ต้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ เพราะ Gap Analysis และ Data Collection ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6–12 เดือน

6. ESG PRO ช่วยได้อย่างไร?
ESG PRO เป็นที่ปรึกษา ISSB ชั้นนำของไทย ที่ได้รับการรับรองระดับ 1 จากกระทรวงการคลัง มีทีมที่ปรึกษาเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากกว่า 20 คน ให้บริการครบวงจรตั้งแต่:
▪  ISSB Gap Analysis: ประเมินช่องว่างระหว่างการรายงานปัจจุบันกับข้อกำหนด IFRS S1/S2
▪  Climate Risk & Scenario Analysis: วิเคราะห์ Physical Risk และ Transition Risk ตามมาตรฐาน TCFD
▪  GHG Inventory & Scope 3: จัดทำ Carbon Footprint ระดับองค์กรและ Value Chain
▪  ISSB Disclosure Report: จัดทำรายงานเปิดเผยข้อมูลพร้อมสำหรับการ Assurance

FAQ: คำถามที่พบบ่อย
Q: ISSB กับ GRI ต่างกันอย่างไร?
A: GRI เน้น Multi-stakeholder Reporting (ผลกระทบต่อสังคม/สิ่งแวดล้อม) ส่วน ISSB เน้น Single Materiality เพื่อนักลงทุน (ผลกระทบต่อมูลค่าบริษัท) ทั้งสองใช้ร่วมกันได้ และหลายบริษัทไทยทำทั้งคู่
Q: บริษัทที่ยังไม่อยู่ใน timeline บังคับ ควรเริ่มเตรียมตัวไหม?
A: ควรอย่างยิ่ง เพราะ FTSE Russell และนักลงทุนต่างชาติเริ่ม screen ด้วย ISSB data แล้วตั้งแต่ปี 2569 แม้จะยังไม่บังคับ
Q: ค่าใช้จ่ายในการทำ ISSB Compliance โดยประมาณเท่าไหร่?
A: ขึ้นอยู่กับขนาดองค์กรและ baseline ปัจจุบัน ESG PRO มีบริการตั้งแต่ Gap Analysis เบื้องต้น (ฟรี) ไปจนถึงโปรเกรมเต็มรูปแบบ ติดต่อเพื่อรับใบเสนอราคาที่เหมาะสม
Q: ISSB Assurance คืออะไร และบังคับไหม?
A: คือการให้ความเชื่อมั่น (Verification) โดยบุคคลที่สาม ว่าข้อมูลที่เปิดเผยถูกต้อง ก.ล.ต. คาดว่าจะกำหนดให้มี Limited Assurance ในระยะแรก และ Reasonable Assurance ในระยะต่อไป



บทความที่เกี่ยวข้อง
ทำไมธุรกิจ SME ต้องเริ่ม ESG ตั้งแต่วันนี้
หลายคนยังเข้าใจว่า ESG เป็นเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทจดทะเบียนแต่ในความเป็นจริง ธุรกิจ SME คือฟันเฟืองสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน และกำลังได้รับผลกระทบจากกระแส ESG มากขึ้นอย่างชัดเจน
Green Logistics: เมื่อการขนส่งไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุน แต่คือหัวใจของ ESG ในห่วงโซ่อุปทาน
ในโลกธุรกิจปัจจุบัน โลจิสติกส์ ไม่ได้ถูกวัดแค่ความรวดเร็วหรือค่าใช้จ่ายอีกต่อไปแต่ถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่า การขนส่งขององค์กรสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหนนี่คือเหตุผลที่แนวคิด Green Logistics หรือ โลจิสติกส์สีเขียวกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของ ESG โดยเฉพาะในมิติสิ่งแวดล้อม (Environmental) และห่วงโซ่อุปทาน
Carbon Removal Credits (CDR) คาร์บอนเครดิตรุ่นใหม่ที่โลกกำลังจับตามอง
ในช่วงที่ผ่านมา คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย Net Zero โดยองค์กรสามารถซื้อเครดิตจากโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้ชดเชยการปล่อยของตนเอง แต่ในปี 2025 ตลาดคาร์บอนโลกได้ก้าวสู่ ยุคใหม่ ที่เรียกว่า Carbon Removal Credits (CDR) หรือคาร์บอนเครดิตจากการ กำจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ จริง ๆ Carbon Removal Credits (CDR) คือ คาร์บอนเครดิตที่เกิดจากกิจกรรมหรือเทคโนโลยีที่ กำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หรือก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ออกจากชั้นบรรยากาศโดยตรง และ กักเก็บไว้ในรูปแบบที่มั่นคงและยาวนาน (durable storage)
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy