ผลเสียต่อธุรกิจหากไม่ปรับตัวไปตามแนวคิด ESG
อัพเดทล่าสุด: 7 พ.ย. 2025
1254 ผู้เข้าชม

ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance) เผชิญความเสี่ยงและผลเสียหลายประการ ดังนี้
- เสียภาพลักษณ์และชื่อเสียง ผู้บริโภคและนักลงทุนให้ความสำคัญกับธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม การไม่ปรับตัวอาจสูญเสียความเชื่อมั่นและโอกาสทางธุรกิจ
- สูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน ธุรกิจที่ยึดมั่นในหลัก ESG ดึงดูดนักลงทุนและพันธมิตร ขณะที่ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวอาจเสียเปรียบและขาดแหล่งเงินทุน
- เผชิญความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ หลายประเทศมีกฎหมายเข้มงวดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาล การไม่ปฏิบัติตามอาจเผชิญค่าปรับหรือการดำเนินคดี
- เสี่ยงต่อวิกฤต ธุรกิจที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม มีความเสี่ยงสูงต่อวิกฤต เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือมลพิษ
- สูญเสียโอกาสทางธุรกิจ แนวโน้มผู้บริโภคและนักลงทุนกำลังเปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจที่คำนึงถึง ESG มากขึ้น ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวอาจสูญเสียโอกาสสำคัญ
บทความที่เกี่ยวข้อง
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กลายเป็น ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ขององค์กร นักลงทุน ผู้บริโภค และหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก ต่างต้องการข้อมูลที่โปร่งใสว่าองค์กรรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้อย่างไร
การเริ่มประยุกต์ใช้ Sustainable Development Goals (SDGs) ในธุรกิจสามารถทำได้ดังนี้
ในช่วงที่ผ่านมา คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย Net Zero โดยองค์กรสามารถซื้อเครดิตจากโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้ชดเชยการปล่อยของตนเอง แต่ในปี 2025 ตลาดคาร์บอนโลกได้ก้าวสู่ ยุคใหม่ ที่เรียกว่า Carbon Removal Credits (CDR) หรือคาร์บอนเครดิตจากการ กำจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ จริง ๆ Carbon Removal Credits (CDR) คือ คาร์บอนเครดิตที่เกิดจากกิจกรรมหรือเทคโนโลยีที่ กำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หรือก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ออกจากชั้นบรรยากาศโดยตรง และ กักเก็บไว้ในรูปแบบที่มั่นคงและยาวนาน (durable storage)


