แชร์

FTSE Russell ESG Scores vs SET ESG Ratings: 10 Key Differences Thai Executives Must Know (2026) | ESG PRO

อัพเดทล่าสุด: 30 ก.ค. 2026
696 ผู้เข้าชม

ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะเริ่มใช้คะแนน FTSE Russell ESG Scores แทนที่ SET ESG Ratings ที่คุ้นเคยกันมานาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การ "เปลี่ยนชื่อ" แต่เป็นการเปลี่ยนกรอบการประเมินทั้งระบบ ที่จะส่งผลต่อคะแนน อันดับ และการถูกมองเห็นจากนักลงทุนทั่วโลก

สรุปสำคัญ:  บริษัทจดทะเบียนไทยที่เคยได้ระดับ AAA ใน SET ESG Ratings อาจได้คะแนน FTSE ต่ำกว่าที่คาด เพราะกรอบการประเมิน และข้อมูลที่ FTSE ใช้ แตกต่างจากเดิมอย่างมาก การเตรียมพร้อมตั้งแต่บัดนี้ จึงเป็นเรื่องของความเสี่ยงระดับบอร์ด


ทำมาจากอะไร และทำไมต้องเปลี่ยน

SET ESG Ratings พัฒนาโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อประเมินบริษัทจดทะเบียนไทยโดยเฉพาะ ในขณะที่ FTSE Russell ESG Scores เป็นกรอบสากลที่ LSEG (London Stock Exchange Group) ใช้ประเมินบริษัทกว่า 13,000 แห่งทั่วโลก การเปลี่ยนผ่านนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับบริษัทไทยให้สามารถเทียบเคียงและถูกมองเห็นในระดับสากล และตอบโจทย์นักลงทุนต่างชาติที่ใช้กรอบเดียวกันในการเปรียบเทียบ

10 ข้อแตกต่างสำคัญที่ผู้บริหารต้องเข้าใจ

 สิ่งที่ผู้บริหารไทยมักเข้าใจผิด

เข้าใจผิด #1: "เราได้ AAA แล้ว ต่อไปก็คงดี"
ความเป็นจริง: กรอบ FTSE ให้คะแนนแบบ relative กับ peers ในอุตสาหกรรมเดียวกันทั่วโลก บริษัทไทยที่ได้ AAA อาจเป็นเพียง "ดีในบริบทไทย" แต่เมื่อนำไปเทียบกับบริษัทระดับโลกในอุตสาหกรรมเดียวกัน คะแนนอาจอยู่ในกลุ่ม 2.x–3.x

เข้าใจผิด #2: "แค่ส่งข้อมูลให้ครบก็พอ"
ความจริง: FTSE ดึงข้อมูลจาก public disclosure เท่านั้น หากนโยบาย/ผลการดำเนินงาน ESG ไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ (เช่น อยู่ในเอกสารภายในหรือส่งเฉพาะให้ SET) ระบบจะมองว่า "ไม่มี" และให้คะแนนต่ำ

เข้าใจผิด #3: "เปลี่ยนแล้วเสียเปรียบ"
ความจริง: บริษัทที่เตรียมพร้อมจะได้ประโยชน์ เพราะการอยู่ใน FTSE4Good Thailand Index (และ FTSE4Good Emerging) ทำให้ถูกค้นพบโดย global funds ที่ใช้กรอบเดียวกัน ขยายฐานนักลงทุนต่างชาติ

4 ขั้นตอนเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง
1. Gap Assessment
เปรียบเทียบ disclosure ปัจจุบันกับเกณฑ์ FTSE Russell ESG Ratings Ground Rules ว่ายังขาดหมวดใดบ้าง โดยเฉพาะด้าน Governance, Climate Strategy และ Supply Chain

2. Disclosure Enhancement
เขียน/ปรับปรุงนโยบายและการเปิดเผยข้อมูลใน 56-1 One Report และเว็บไซต์ ให้ตรงกับ indicators ที่ FTSE ใช้สังเกต

3. Data Readiness
จัดระบบการเก็บข้อมูล ESG ให้สามารถดึงออกมาเผยแพร่ได้รวดเร็ว โดยเฉพาะตัวเลข emission, target, performance ที่ FTSE ให้คะแนน

4. Mock Scoring
ทำการประเมินจำลอง (mock assessment) ก่อนปีประเมินจริง เพื่อดูว่าคะแนนจะอยู่ที่เท่าไหร่ และต้องปรับเพิ่มตรงไหน

ตัวอย่างจริงจากการทำงานของเรา

จากประสบการณ์ที่ ESG PRO ทำ gap assessment ให้ลูกค้าในกลุ่ม SET100 หลายราย เราพบว่ากว่า 80% ของบริษัทที่ได้ระดับ AAA ใน SET ESG Ratings มี disclosure gap อย่างน้อย 3 หมวดในเกณฑ์ FTSE โดยเฉพาะด้าน:

  • Climate Scenario Analysis — ส่วนใหญ่ยังไม่มีการเปิดเผย
  • Human Rights Policy & Due Diligence — มีนโยบายแต่ไม่เปิดเผยกระบวนการ
  • Anti-corruption ที่ครอบคลุม supply chain — ส่วนใหญ่ครอบคลุมเฉพาะในองค์กร
คำแนะนำจาก ESG PRO:  อย่ารอให้คะแนน FTSE ออกก่อนค่อยแก้ เพราะคะแนนแรก (baseline) จะเป็นจุดอ้างอิงของนักลงทุน หากเริ่มต่ำ การขยับขึ้นจะยากและช้า เริ่มทำ Gap Assessment ก่อนสิ้นปี 2026 จะได้เปรียบ

 

ทำไมต้องเริ่มตอนนี้

การเปลี่ยนแปลงไปสู่ FTSE Russell ESG Scores ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสในการยกระดับให้บริษัทไทยอยู่บนแผนที่เดียวกับบริษัทชั้นนำของโลก บริษัทที่เตรียมพร้อมเร็ว จะได้เปรียบทั้งในแง่คะแนน การเข้าถึงนักลงทุนต่างชาติ และความพร้อมรับมือกับมาตรฐานสากลที่จะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต 

ต้องการเช็ค Gap ของบริษัทคุณ?

รับฟรี:  FTSE Russell Readiness Gap Assessment (60 นาที) สำหรับบริษัทจดทะเบียนไทย โดยทีมงาน ESG PRO ที่ผ่านการรับรอง GRI และ AccountAbility (ACSAP) โทร 092-834-0989 หรืออีเมล Contact@esgprothai.com
 
Sources / แหล่งอ้างอิง
  • SET × FTSE Russell partnership announcement — set.or.th
  • FTSE Russell ESG Ratings Ground Rules — ftserussell.com
  • SET Sustainability Hub — setsustainability.com

บทความที่เกี่ยวข้อง
3 ขั้นตอนง่าย ๆ สู่การรายงานตามมาตรฐาน TCFD
หลายองค์กรอาจรู้สึกว่า TCFD เป็นเรื่องซับซ้อน เข้าใจยาก ESG Pro จะพาไปดู 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ที่จะช่วยให้การเริ่มต้นรายงานตาม TCFD ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
อยากทำ ESG ต้องเริ่มต้นอย่างไร
การกำหนดลำดับความสำคัญในการเริ่มต้นปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับ ESG (Environmental, Social, Governance) จะขึ้นอยู่กับธุรกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจขององค์กรนั้นๆ
ทำไม SBTi ถึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัททั่วโลก
โลกธุรกิจในศตวรรษที่ 21 เผชิญแรงกดดันมหาศาลในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรต่าง ๆ ไม่สามารถมองเพียง การดำเนินงานภายในองค์กร ได้อีกต่อไป แต่ต้องครอบคลุมทั้ง ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบจนถึงผู้บริโภคScience-Based Targets initiative (SBTi) จึงกลายเป็นมาตรฐานสากลที่องค์กรทั่วโลกเลือกใช้ เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ และสอดรับกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ต้องการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy